นิว “โรบินโญ่”

            นักฟุตบอลสัญชาติบราซิลนั้น ถือว่าเป็นการการันตีอย่างหนึ่งว่านักเตะที่มาจากชาตินี้นั้นมีทักษะฟุตบอลที่สุดยอด และชั้นเลิศอย่างแน่นอน และนักเตะสัญญาชาติบราซิเลี่ยน ก็เป็นประเทศที่ส่งออกไปค้าแข้งยังประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งนักฟุตบอลชื่อก้องโลกที่เป็นระดับตำนานของวงการฟุตบอลก็เป็นชาวบราซิเลี่ยนหลายคนทีเดียว ทั้งเปเล่ ยอดกองหน้าของททีมชาติบราซิลในช่วงทศวรรษ 70 หรือว่าโรนัลโด้ กองหน้าร่างท้วมที่เป็นดาวซัลโวของฟุตบอลโลกเมื่อปี 2002 หรือว่าในยุคล่าสุดก็เป็นเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งเขายังเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกในปัจจุบันด้วย เมื่อเขาย้ายจากบาร์เซโลน่าไปร่วมทีมดังของฝรั่งเศสในปี 2017 แต่ก็มีนักเตะหลายคนช่นกันที่ถุกยกย่องว่ามีทักษะระดับโลก และน่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะชื่อดังของโลก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงแค่พวกนักเตะลีลาดีทั่วไปเท่านั้น แต่ว่าคุณภาพการเล่นนั้นไม่ผ่าน ยกตัวอย่างเช่นโรบินโญ่ อดีตจอมพลิ้วของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเรอัล มาดริด ซึ่งเขาถูกยกย่องว่ามีลีลาการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดกับทีมยักษ์ใหญ่ของสเปน เมื่อเขาขาดการเล่นเป็นทีมที่ดีนั่นเอง รวมถึงทีเด็ดด้านอื่นๆ ทั้งการเปิดบอล หรือการทำประตูก็ไม่โดดเด่นด้วย ทำให้ต้องกลายเป็นนักเตะของก็อปเท่านั้น

ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาทีม “ราชันย์ชุดขาว” ก็ได้มีการคว้าตัวดาวรุ่งชาวบราซิเลี่ยนมาร่วมทีมนามว่าวินิซิอุส จูเนี่ยร์ ดาวรุ่งวัย 18 ปีที่พวกเขาไปจองตัวตั้งแต่เจ้าหนูรายนี้อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ซึ่งถึงแม้ว่าอายุจะน้อย แต่ค่าตัวกลับสูงถึง 46 ล้านยูโร เนื่องจากเจ้าหนูรายนี้ถูกยกย่องให้กลายเป็นโกลเด้น บอย ของวงการฟุตบอลบราซิลต่อจากเนย์มาร์นั่นเอง ซึ่งถูกยกย่องว่ามีลีลาการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในฤดูกาลนี้เขากลับเริ่มต้นด้วยการไปอยู่ในทีมชุดเบ หรือทีมสำรองนั่นเอง ในยุคการคุมทีมของจูเลน โลเปเตกี เนื่องจากอดีตกุนซือทีมชาติสเปน มองว่าดาวรุ่งรายนี้ยังเล่นเป็นทีมได้ไม่ดีนัก แต่เขาก็ได้กลับมาสู่ทีมชุดใหญ่เรียบร้อยแล้วในยุคของซานติเอโก้ โซลารี่ ซึ่งกุนซือคนใหม่ชาวอาร์เจนไตน์ชอบในความจัดจ้านของดาวรุ่งรายนี้ ซึ่งต่อจากนี้คงต้องมาดูว่าเขาจะพัฒนาไปในทิศทางไหน ว่าจะเป็นนิว ‘เนย์มาร์’ หรือว่าจะเป็นนิว ‘โรบินโญ่’ กันแน่

ข้อมูลโดย  live22

1 Words

ไม่มีใครกลัว

    ทีม “ราชันย์ชุดขาว” เรอัล มาดริด ถือว่าเป็นยอดทีมของยุโรปเลยก็ว่าได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในศึกฟุตบอลยุโรป ที่ไม่มีใครสามารถโค่นพวกเขาลงได้แม้แต่ทีมเดียว โดยในยุคการคุมทีมของซีเนอดีน ซีดาน อดีตนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ที่ผันตัวมาเป็นกุนซือก็ได้กลายเป็นกุนซือชั้นยอดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเขาทำให้ทีมเรอัล มาดริด กลายเป็นทีมที่น่าเกรงขามมากๆ ในช่วงที่เขาคุมทีมอยู่ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว และกลายเป็นทีมที่แพ้ยากมากๆ และก็ได้สร้างสถิติไว้อย่างมากมาย ด้วยบารมีของเขาในสมัยที่เป็นนักเตะ รวมถึงการเป็นโค๊ชฝีมือเยี่ยม ทำให้ทีมประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากตลอด 2 ปีครึ่งที่เขาคุมทีม

ถึงแม้ว่าซีเนอดีน ซีดาน จะสามารถทำให้ทีม “ราชันย์ชุดขาว” กลับมาคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนได้เพียงแค่สมัยเดียวเท่านั้น แต่ในยามที่ลงสนามเขาก็ทำให้ทีมเล่นด้วยความดุดันมาโดยตลอด ด้วยการมีแนวรุกที่ยอดเยี่ยม และแนวทางการเล่นที่เล่นเกมรุกอย่างดุดัน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นดูเหมือนจะเกรงกลัวพวกเขาอยู่ตลอด ทำให้ทีมได้รับผลการแข่งขันที่ดีด้วย แต่ทว่ามาในฤดูกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นจูเลน โลเปเตกี หรือแม้แต่กุนซือคนปัจจุบันอย่างซานติอาโก้ โซลารี่ ก็ไม่สามารถทำให้เรอัล มาดริด กลายเป็นทีมที่น่าเกรงขามได้เหมือนก่อน ทั้งการเล่นเกมรุกที่ดุดัน ซึ่งมีให้เห็นอยู่บ้างในยุคการคุมทีมของจูเลน โลเปเตกี แต่พวกเขาก็ไม่มีตัวจบสกอร์ชั้นเซียนอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ด้วย ทำให้ไม่มีใครเกรงกลัวพวกเขาอีกต่อไป และจะเห็นได้จากสถิติในฤดูกาลนี้ที่สถิติการหาโอกาสทำประตูของทีม “ราชันย์ชุดขาว” นั้นตกลงไปอย่างชัดเจน ซึ่งมันไม่ใช่เฉพาะผลจากการเปลี่ยนแปลงกุนซือเท่านั้น แต่มันเป็นผลมาจากการไม่มียอดนักเตะอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ด้วย ซึ่งค่าเฉลี่ยที่หายไปจากการขาดโรนัลโด้ก็คือประมาณ 6-7 ครั้งต่อเกม ซึ่งนั่นเป็นสถิติการหาโอกาสทำประตูโดยเฉลี่ยของกัปตันทีมชาติโปรตุเกสตลอด 9 ฤดูกาลในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว และในฤดูกาลนี้เรอัล มาดริดกลายเป็นทีมที่หาโอกาสต่อนัดได้น้อยมาก ซึ่งอย่างเกมล่าสุดที่พวกเขาบุกเอาชนะทีมน้องใหม่อย่างฮูเอสก้าได้ 1-0 พวกเขามีโอกาสทำประตูน้อยกว่าทีมรองบ่อนเป็นเท่าตัว ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครเกรงกลัวพวกเขาอีกต่อไปแล้วในฤดูกาลนี้

เรียบเรียงโดย  scr918kissbyp8.com

5 Words

ดาวซัลโวที่หายไป

    ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ถือว่ามีการซื้อขายนักเตะที่มีมูลค่ามหาศาลน้อยกว่าฤดูกาลก่อนหน้านี้มาก เนื่องจากหลายๆ อย่าง ทั้งสภาวะทางการเงินของแต่ละทีม หรือการควบคุมบัญชีที่มีกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์มาควบคุมอยู่ ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่หลายๆ ทีมนั้นมีการระมัดระวังตัวกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับทีม “ราชันย์ชุดขาว” เรอัล มาดริด ที่เคยเป็นทีมจอมทุ่มซื้อซุเปอร์สตาร์ระดับโลกมาร่วมทีมโดยตลอด แต่ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขากลับทำสิ่งตรงกันข้าม นั่นก็คือการขายซุเปอร์สตาร์ออกจากทีมไปนั่นเอง ซึ่งก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ที่พวกเขาขายไปให้กับยูเวนตุส ยอดทีมจากศึกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีในราคาประมาณ 120 ล้านยูโร ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นการทำธุรกิจที่ยอดเยี่ยม จากการขายนักเตะที่อายุ 33 ปีออกไปได้จำนวนเงินมหาศาล แต่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรจอมหน้าเลือดของทีม กลับไม่ได้ทุ่มเงินซื้อดาวเตะที่มีศักยภาพทัดเทียมกับกัปตันทีมชาติโปรตุเกสเข้ามาร่วมทีมแทน แต่กลับไปคว้าตัวมาเรียโน่ ดิอาซ อดีตเด็กปั้นของสโมสรที่ขายไปให้กับโอลิมปิก ลียงเมื่อฤดูกาลที่แล้วแทน ซึ่งดาวเตะวัย 25 ปีเข้ามาสวมหมายเลข 7 ที่เคยเป็นเบอร์ในตำนานของสุดยอดนักเตะหลายคนแทนด้วย แต่แฟนบอลทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่านักเตะรายนี้เทียบไม่ได้กับคริสเตียโน่ โรนัลโด้อย่างแน่นอน และเรอัล มาดริดจะมีปัญหาในการทำประตูแน่ในฤดูกาลนี้

ซึ่งจูเลน โลเปเตกี กุนซือคนใหม่ของทีม ที่ได้เข้ามาคุมทีมแทนซีเนอดีน ซีดาน ยอดกุนซือที่ลาออกจากตำแหน่งไป ก็เหมือนจะมั่นใจเป็นอย่างมากกับระบบการเล่นของตน รวมถึงยังมั่นใจกับนักเตะที่มีอยู่ด้วย ว่าจะสามารถทดแทนการขาดหายไปของดาวเตะหมายเลข 7 คนก่อนได้อย่างแน่นอน ซึ่งในช่วงต้นฤดูกาลนั้นพวกเขาถือว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะคาริม เบนเซม่า กองหน้าชาวฝรั่งเศส ที่กลับมายิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายมันก็เหมือนเป็นช่วงเวลาแห่งภาพลวงตา เมื่อหลังจากนั้นมาดาวเตะวัย 30 ปีก็แทบจะทำประตูไม่ได้อีกเลย และผลงานของทีมก็ย่ำแย่เป็นอย่างมาก จนทำให้อดีตกุนซือทีมชาติสเปนรายนี้ถูกปลดจากตำแหน่งไปในที่สุด ซึ่งหลังจากผ่านฤดูกาลของศึกลา ลีก้าสเปนมาแล้ว 15 นัด คนที่ทำประตูสูงสุดในลีกให้กับเรอัล มาดริดก็คือคาริม เบนเซม่า ที่ทำไปได้เพียง 5 ประตูเท่านั้น และสิ่งที่หายไปของพวกเขาในฤดูกาลนี้ก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง

ข้อมูลโดย live22sure.com

3 Words

‘โซลารี่’ ได้แค่ประคอง

   บทความฟุตบอลที่น่าสนใจโดย 918kissbyp8.com

“ทีมราชันย์ชุดขาว” เรอัล มาดริด ยอดทีมจากประเทศสเปน ที่คว้าแชมป์ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฟุตบอลสโมสรรายการใหญ่ที่สุดมาครองได้ตลอด 3 ฤดูกาลหลังสุด แต่ฤดูกาลนี้พวกเขากลับต้องประสบปัญหาในการหาตัวกุนซือเข้ามาคุมทีม หลังจากที่แยกทางกับซีเนอดีน ซีดาน ยอดโค๊ชชาวฝรั่งเศสไปหลังจบฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขาก็ได้ไปคว้าตัวจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปนเข้ามาคุมทีมแทน แต่ทว่าผลงานการคุมทีมของกุนซือวัย 51 ปีกลับทำได้อย่างย่ำแย่ ถึงแม้ว่าในระยะแรกจะพาทีมเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องก็ตาม และดูเหมือนบรรดานักเตะในแนวรุกจะชื่นชอบสไตล์การทำทีมของเขาด้วย แต่ทว่าในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นเดือนแห่งความหายนะของทีม “ราชันย์ชุดขาว” และจูเลน โลเปเตกีเลยก็ว่าได้ เมื่อพวกเขาเก็บชัยชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นจาก 5 นัด โดยเป็นการเอาชนะวิคตอเรีย เปลเซ่น ทีมรองบ่อนจากสาธารณะรัฐเช็กในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไป 2-1 แต่ผลงานในลีกกลับแพ้รวดทั้ง 3 นัด โดยเฉพาะนัดสุดท้ายของเดือนที่บุกไปแพ้ให้กับบาร์เซโลน่า คู่ปรับตลอดกาลในศึกเอล กลาซิโก้ 1-5 ซึ่งวันนั้นทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ไม่มีลิโอเนล เมสซี่อยู่ในทีมด้วย ซึ่งได้กลายเป็นนัดสุดท้ายในการคุมทีมของอดีตกุนซือทีมชาติสเปน และเอฟซี ปอร์โต้ไปด้วย ซึ่งในตอนนั้นเรอัล มาดริดได้ตัดสินใจดันซานติเอโก้ โซลารี่ อดีตนักเตะชาวอาร์เจนไตน์ของสโมสร ที่คุมทีมเรอัล มาดริด เบ หรือทีมชุดเล็กอยู่ ขึ้นมาเป็นกุนซือรักษาการแทนชั่วคราว ในช่วงนั้นฟลอเรนติโน่ เปเรซ ก็กำลังมองหานายใหม่เข้ามาคุมทีมด้วย แต่ทว่าสุดท้ายกลับไม่สามารถดึงใครเข้ามาคุมทีมในถิ่นซานติเอโก้ เบอร์นาเบวได้เลย

ทำให้จากที่ซานติอาโก้ โซลารี่ ที่เป็นกุนซือรักษาการ แต่กลับต้องกลายมาเป็นกุนซืออย่างถาวรในฤดูกลนี้ไปแล้ว เนื่องจากกฏของฟุตบอลสเปนกำหนดให้สามารถแต่งตั้งกุนซือรักษาการได้เพียงแค่ 14 วันเท่านั้น เรอัล มาดริดจึงต้องแต่งตั้งกุนซือหนุ่มวัย 42 ปีให้เป็นกุนซือของทีมแบบเป็นทางการ ซึ่งผลงานการคุมทีมของเขาในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว แต่มีนัดที่บุกไปแพ้ให้กับเออิบาร์แบบขาดลอย 0-3 ด้วย ส่วนนอกนั้นก็เป็นการเก็บชัยชนะได้หมด แต่เป็นการชนะในแบบที่เฉือนเอาชนะเท่านั้น ซึ่งซานติอาโก้ โซลารี่ คงจะได้เป็นเพียงแค่กุนซือผู้ประคองสถานการณ์ของทีมในฤดูกาลนี้เท่านั้น

5 Words

การหายตัวของฟาบิโอ โคเอ็นเทรา

    บทความฟุตบอลที่น่าสนใจโดย สล็อตออนไลน์ ฟาบิโอ โคเอ็นเทรา แบ็คซ้ายอดีตทีมชาติโปรตุเกสของเรอัล มาดริด เรียกได้ว่าหายหน้าหายตาจากการลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของ “ราชันย์ชุดขาว” ไปเลยตั้งแต่มีการเปลี่ยนตัวกุนซือจากคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลี่ยน มาเป็นราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปน ที่เข้ามารับหน้าที่กุนซือเรอัล มาดริดในปี 2015 ซึ่งช่วงซัมเมอร์นั้นเบนิเตซก็ตัดสินใจปล่อยฟาบิโอ โคเอ็นเทราไปให้กับโมนาโก ทีมในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสยืมตัวไปใช้งานทันที เนื่องจากไม่อยู่ในแผนการทำทีมของเขา  ซึ่งจากที่ราฟาเอล เบนิเตซโดนไล่ออก ก็มาเป็นซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาคุมทีมในช่วงกลางฤดูกาล 2015-2016 ซึ่งพอฤดูกาลต่อมากุนซือหนุ่มวัย 46 ปีก็กลับมาให้โอกาสเขาอยู่ในทีมอีกครั้ง แต่ว่ากลับได้ลงสนามไปเพียง 6 นัดเท่านั้นในฤดูกาล 2016-2017 เนื่องจากต้องกลายเป็นตัวสำรองของมาร์เซโล่ ยอดแบ็คซ้ายทีมชาติบราซิลตลอด และทำให้ฤดูกาลต่อมาเขาต้องถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานในที่สุด ซึ่งการที่เขาไม่ได้ลงสนามเลยในช่วงปี 2016 ทำให้เขาหลุดจากทีมชาติโปรตุเกสไปเลย และสุดท้ายเพื่อนร่วมชาติกลับกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปกันในกลางปี 2016 ซึ่งถือว่าน่าเสียดายสำหรับเขามากๆ กลับกลายเป็นราฟาเอล เกร์เรโร่ และเอลิซูที่ได้ติดทีมไปคว้าแชมป์แทน

เมื่อฤดูกาลที่แล้วฟาบิโอ โคเอ็นเทราในวัย 30 ปีได้ถูกปล่อยไปให้สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมในประเทศบ้านเกิดยืมตัวไปใช้งาน ทำให้แฟนบอลได้กลับมาเห็นผลงานของเขาบ้าง และการไปยืมตัวครั้งนี้ทำให้เขาได้รับโอกาสลงสนามถึง 44 นัดในทุกรายการเลยทีเดียว แต่สุดท้ายสปอร์ติ้ง ลิสบอนก็ต้องมีปัญหาจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วที่แฟนบอลเข้าไปทำร้ายนักเตะถึงสนามซ้อม จนทำให้ถูกนักเตะยกเลิกสัญญากันไปหลายรายเลยทีเดียว แต่ในฤดูกาลนี้เขาจะกลับมาอยู่ในทีมของเรอัล มาดริดในยุคของกุนซือคนใหม่อย่างจูเลน โลเปเตกีอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่นัดเดียว ถึงแม้ว่าจะเป็นในช่วงพรีซีซั่นก็ตาม ทำให้อนาคตของเขาในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวนั้นก็คงจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายสำหรับเขาแล้วในปีนี้ และเขาคงต้องไปหาสังกัดใหม่ ซึ่งจากการที่ไม่ค่อยได้ลงสนาม ก็ทำให้โอกาสที่จะได้ทีมที่ดีมาติดต่อนั้นถือว่าเป็นเรื่องยากทีเดียว ซึ่งคงต้องรอดูกันหลังจากนี้

2 Words

สิ่งที่แฟนบอลต้องการ

  หลังการจากไปของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร แฟนๆ ของเรอัล มาดริดต่างวิตกกังวลกับทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้พอสมควร ซึ่งไม่ใช่แค่การจากไปของดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสเท่านั้น แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือจากซีเนอดีน ซิดาน ที่พาทีม “ราชันย์ชุดขาว” ประสบความสำเร็จตลอดช่วงระยะเวลา 2 ปีครึ่งที่คุมทีมในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว มาเป็นจูเลน โลโปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปน ซึ่งแฟนบอลที่ต้องมาลุ้นระบบการเล่นและวิธีการเล่นใหม่ๆ ของทีมว่าจะถูกใจหรือเปล่าแล้ว ต้องมาลุ้นอีกว่าสโมสรจะได้ใครเข้ามาแทนที่ว่างของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ถูกขายไปให้กับยูเวนตุสในราคา 120 ล้านยูโร ซึ่งอันที่จริงบนโลกแห่งฟุตบอลมีนักเตะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะทดแทนการขาดหายไปของเจ้าของหมายเลข 7 คนเก่าได้ ทั้งด้านของชื่อเสียง และประสิทธิภาพในการเล่น คือเนย์มาร์ หรือคิลิยัน เอ็มบัปเป้ 2 นักเตะของปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ได้ออกมายืนยันแล้วว่าพวกเขาจะยังค้าแข้งอยู่ในเมืองหลวงของแดนน้ำหอมอีก 1 ฤดูกาลเป็นอย่างน้อย ส่วนอีกรายคือเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมของเชลซี ที่มีข่าวมาตลอดว่ากำลังเจรจาค่าตัวกันอยู่

แต่นักเตะเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลเรอัล มาดริดอยากจะได้เพื่อเข้ามาแทนที่ของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยทางหนังสือพิมพ์มาร์ก้าซึ่งเป็นสื่อหลักของกรุงมาดริดประเทศสเปน ได้ทำโพลให้แฟนบอลเรอัล มาดริดโหวตกันว่าพวกเขาอยากได้ใครมาค้าแข้งในเมืองหลวงของประเทศสเปนแทน CR7 ซึ่งผลปรากฏว่าแฟนบอลกว่า 200,000 คนโหวตให้ทีมไปสอยแฮร์รี่ เคน กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้แทน ซึ่งหากมองในแง่ของผลงานการทำประตูตลอดหลายปีหลังที่ผ่านมาถือว่าแฮร์รี่ เคนตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้มากทีเดียว เพราะตลอด 4 ฤดูกาลหลัง กองหน้าวัย 24 ปีสามารถทำประตูให้ทีม “ไก่เดือยทอง” ได้ถึง 135 ประตูเลยทีเดียว

ปัญหาติดอยู่ที่ว่าแฮร์รี่ เคนพึ่งทำการต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมจากกรุงลอนดอนไปไม่นานนี้ ทำให้การที่จะง้างเขาออกจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์นั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะดาวเตะทีมชาติอังกฤษรายนี้รักสเปอร์แบบหัวปักหัวปำ รวมถึงการจะไปเจรจากับดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรของสเปอร์นั้นเป็นสิ่งที่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดเคยบอกไว้ว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่เจรจาด้วยเด็ดขาด เพราะความหน้าเลือดนั้นถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกันเลยทีเดียว

บทความโดย  p8slot.com

4 Words

ปีทองของ ‘โมดริช’

    ในปี 2018 นี้ ถือว่าเป็นปีของนักเตะที่ชื่อว่าลูก้า โมดริช ยอดกองกลางกัปตันทีมชาติโครเอเชียของทีมเรอัล มาดริดเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในช่วงก่อนปิดฤดูกาลที่แล้วเขาสามารถช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีทีมไหนทำได้ตั้งแต่มีการเปลี่ยนชื่อจากยูโรเปี้ยน คัพมาเป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเขาเล่นได้อย่างท็อปฟอร์มตลอดทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วย ทำให้สุดท้ายเขากลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเฉือนคริสเตียโน่ โรนัลโด้ อดีตดาวเตะเพื่อนร่วมทีมที่เป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นต์เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น เพราะต่อมาในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ลูก้า โมดริชในวัย 32 ปีก็ช่วยให้ทีม “ตราหมากรุก” ผ่านเข้ารอบน็อคเอ้าต์ได้อย่างต่อเนื่อง และพวกเขาต้องเล่นในช่วงต่อเวลาทั้ง 3 นัดในรอบน็อคเอ้าต์ ซึ่งทำให้โครเอเชียเอาชนะจุดโทษทีมชาติเดนมาร์ก และทีมชาติรัสเซีย ผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ และในรอบรองชนะเลิศก็ต้องเล่นอีก 120 นาที กว่าจะเฉือนเอาชนะทีมชาติอังกฤษมาได้ 2-1 ซึ่งเท่ากับว่าเขาต้องเล่นถึง 360 นาทีจาก 3 นัด และเขาก็ไม่ได้ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามเลยด้วย ซึ่งมันแสดงให้เห็นในความฟิตที่สุดยอดของเขา หลังจากกรำศึกหนักกับเรอัล มาดริดมาทั้งฤดูกาล ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะเข้าไปพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 2-4 ก็ตาม แต่ด้วยความโดดเด่นของเขาก็ทำให้ค้รางวัลโกลเด้น บอล หรือว่านักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ

ซึ่งไม่ใช่เพียงเท่านั้น เพราะในช่วงหลังจากเริ่มฤดูกาลไปแล้วก็ได้มีการประกาศรางวัลใหญ่อีก 2 รางวัล ซึ่งสุดท้ายก็ตกเป็นของลูก้า โมดริช กองกลางชาวโครแอตวัย 32 ปีทั้งหมด ทั้งนักเตะยอดเยี่ยมของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือว่าฟีฟ่า เบสต์ เพลเยอร์ รวมถึงรางวัลที่ถูกยกย่องว่าทรงเกียรติที่สุดสำหรับนักเตะก็คือรางวัลบัลลง ดอร์นั่นเอง ที่นิตยสารฟร็องค์ ฟุตบอลของฝรั่งเศสเป็นผู้จัดตั้งขึ้น ซึ่งเขาก็คว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นปีทองของเขาเลยทีเดียว เพราะกวาดมาทุกรางวัลใหญ่ในปีนี้ จะขาดไปก็เพียงแชมป์โลกเท่านั้น ที่เขาช่วยทีมชาติโครเอเชียคว้าแชมป์ไม่ได้ แต่ทว่าน่าจะเป็นปีทองปีสุดท้ายของเขาเสียแล้วในปีนี้ เพราะผลงานของเรอัล มาดริด และทีมชาติโครเอเชียในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่ได้โดดเด่นเหมือนเดิม รวมถึงฟอร์มส่วนตัวของเขาก็เริ่มดร็อปลงแล้วด้วย

2 Words

ปัญหาของแกเร็ธ เบล

     หลังจากที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในฤดูกาลสุดท้ายกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทีมดังจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ทำให้เรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปน ยอมทุ่มเงินเป็นสถิติโลกเพื่อคว้าตัวแกเร็ธ เบล ปีกทีมชาติเวลส์มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตเด็กเยาวชนของทางเซาต์แธมตันเล่นเป็นเพียงแบ็คซ้ายเท่านั้น และแทบไม่เคยทำประตูช่วยทีมได้เลยในช่วง 3 ปีแรกที่ค้าแข้งอยู่ในถิ่นไวท์ ฮาร์ตเลน แต่หลังจากเขาถูกจับมาเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาโดดเด่นขึ้นมาทันที โดยฤดูกาลสุดท้ายที่เขาใส่เสื้อ “ไก่เดือยทอง” เขาช่วยทีมทำได้ถึง 26 ประตูจากการลงสนาม 44 นัด และย้ายมาอยู่ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวหลังจบฤดูกาลนั้นด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกถึง 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 85 ล้านปอนด์ แซงหน้าคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาอยู่กับทีม “ราชันย์ชุดชาว” เมื่อปี 2009 ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ และเข้ามาสวมเสื้อหมายเลข 11 ของเรอัล มาดริดตั้งแต่นั้นมา ซึ่งหลังจากย้ายมาก็มีคนสงสัยในความสามารถของเขาว่าความสามารถจะดีจนเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกเลยหรือ ซึ่งแกเร็ธ เบลก็ได้แสดงให้เห็นตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมใหญ่ๆ ในยุคการคุมทีมของคาร์โล อันเชล็อตติเลยว่าเขาสุดยอดเพียงพอ

แต่ปัญหาของแกเร็ธ เบลก็คือแทบจะไม่มีฤดูกาลไหนเลยที่เขาจะไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน ซึ่งเขามีปัญหาบาดเจ็บบ่อยครั้ง จนไม่ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องในแต่ละฤดูกาล ซึ่งแตกต่างจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงของสโมสรที่แทบไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเลย ทำให้ดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสสามารถทำประตูได้เกิน 40-50 ประตูตลอด 9 ฤดูกาลที่อยู่กับเรอัล มาดริด แต่กับแกเร็ธ เบลในช่วง 5 ฤดูกาลที่ผ่านมาเขาสามารถทำประตูรวมได้เกิน 20 ประตูต่อฤดูกาลได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งปัญหาของเขาก็คือการมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยนั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขาบ่อยมากจนทำให้เขาหมดโอกาสที่จะทาบรัศมีของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ไป แต่ในฤดูกาลนี้เขาจะได้เป็นตัวเอกของเรอัล มาดริดเพียงลำพังแล้ว แต่ว่าไม่มีใครการันตีได้ว่าปัญหาอาการบาดเจ็บของเขาจะไม่กลับมารบกวนอีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งทางเรอัล มาดริดก็ไม่ควรที่จะไว้ใจแกเร็ธ เบลมากเกินไปเช่นกัน เพราะหากว่าดาวเตะวัย 29 ปีเกิดมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนขึ้นมาอีกในฤดูกาลนี้ ความหวังที่เขาจะเป็นตัวแทนของโรนัลโด้ก็หมดไปทันที

1 Words

สิ่งที่ขาดหาย

    ได้คุมทีมอย่างเป็นทางการไปแล้ว 2 นัดสำหรับจูเลน โลเปเตกี กุนซือคนใหม่ที่เข้ามารับงานคุมทีมเรอัล มาดริดในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการทำทีมของอดีตกุนซือทีมชาติสเปนจะยังคงเป็นทรงเดิมที่ทำทีมเกมรุก และครองบอลบุกตลอด เหมือนอย่างช่วงที่เขาคุมทีมชาติสเปนตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั่นเอง ซึ่งก็คือการต่อบอลกันไปมาเป็นหลัก แล้วค่อยหาโอกาสในการทำประตู ซึ่งจะแตกต่างจากในยุคของกุนซือคนเก่าอย่างซีเนอดีน ซีดานเล็กน้อย แต่ในด้านคุณภาพของการทำประตู และความสำเร็จของทีมคงยังบอกอะไรได้ไม่มากนัก เรื่องจากพึ่งเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เห็นจาก 2 นัดอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะรวมถึงในช่วงพรีซีซั่นด้วยก็ได้ ก็คือการที่พวกเขายังขาดนักเตะที่ช่ำชองในการทำประตูนั่นเอง ซึ่งในส่วนนี้มันเคยเป็นหน้าที่ของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงที่ทำประตูได้มากที่สุดของสโมสร และรับหน้าที่ในการสังหารประตูให้ทีมเป็นหลักตลอด 9 ปีที่ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสค้าแข้งอยู่ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ซึ่งจูเลน โลเปเตกี กุนซือวัย 51 ปีพยายาผลักดันให้ทางแกเร็ธ เบล และมาร์โก อเซนซิโอ สอดเข้าไปหาจังหวะในเขตโทษมากขึ้น เพื่อช่วยคาริม เบนเซ่ม่า กองหน้าชาวฝรั่งเศสที่ขาดสัญชาตยานในการทำประตูไปแล้ว โดยหวังจะแบ่งเบาภาระในการทำประตูแบบถัวเฉลี่ยกัน และไม่ต้องการให้มีใครคนใดคนหนึ่งรับหน้าที่ในการทำประตูอยู่คนเดียวเหมือนอย่างยุคก่อนๆ ซึ่งวิธีการเล่นแบบนี้ของเรอัล มาดริดเป็นการถอดแบบมาจากตอนที่เขาคุมทีมชาติสเปนมาเลยก็ว่าได้ และนักเตะที่เขาเลือกใช้งานก็เป็นเด็กในเครือที่เขาเคยเรียกติดทีมชาติสเปนแทบทั้งนั้น ทั้งมาร์โก อเซนซิโอ ลูคัส บาสเกวซ ดานี่ เซบาญอส เป็นต้น

สิ่งที่ขาดหายไปของเรอัล มาดริดชุดนี้ก็คือจอมถล่มประตูนั่นเอง ซึ่งพวกเขารู้อยู่แล้วด้วยว่าขาดนักเตะที่กระหายในการทำประตู แต่ว่าพวกเขาเลือกที่จะไม่ซื้อนักเตะเข้ามาเพิ่มในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งต้องดูว่าพวกเขาจะไปได้ไกลเพียงไหนกับนักเตะดาวรุ่งชุดนี้ของพวกเขา แต่ที่แน่ๆ คือแฟนบอลไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายการทำทีมแบบนี้ของทางเรอัล มาดริดแล้ว ซึ่งบอกได้จากยอดคนดูที่หายไปเกือบครึ่งในนัดแรกของฤดูกาล หลังจากที่ขาดนักเตะซุเปอร์สตาร์ภายในทีม

0 Words

ไม่กล้าเปลี่ยน

    ถึงแม้ว่า “ราชันย์ชุดขาว” เรอัล มาดริด ยอดทีมแห่งยุโรป และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกใน 3 ฤดูกาลหลังสุดจะคว้าตัวธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยมมาจากเชลซีได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยค่าตัวสูงถึง 35 ล้านปอนด์เลยทีเดียว แต่ว่าหลังจากผ่านแมตช์อย่างเป็นทางการไปแล้ว 2 นัด ทั้งในศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพที่พบกับแอตเลติโก มาดริด และแมตช์เปิดสนามของลา ลีก้าสเปนที่พบกับเกตาเฟ่ นายทวารมือ 1 ของทีมก็ยังคงเป็นเคย์ลอร์ นาบาส นายประตูทีมชาติคอสตาริก้า ที่ยืนเฝ้าเสาเป็นมือ 1 ของทีมใน 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ดี โดยในนัดที่ทำศึกชิงถ้วยยูฟ่า ซุเปอร์ คัพที่ประเทศเอสโตเนีย นายประตูวัย 26 ปียังไม่มีชื่ออยู่ในทีมด้วยซ้ำ ซึ่งอาจจะเนื่องจากพึ่งย้ายมาได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ จูเลน โลเปเตกี จึงยังไม่ส่งชื่อเขาลงทำการแข่งขัน และทำให้อดีตนายประตูของเชลซีต้องนั่งดูเพื่อนเล่นบนอัถจรรย์ไปก่อน ส่วนในเกมที่พบกับเกตาเฟ่ซึ่งเป็นเกมดาร์บี้ แมตช์ของเมืองมาดริด กุนซือคนใหม่ก็ยังให้เคย์ลอร์ นาบาสเป็นตัวจริงของทีมอยู่ และให้ธิบอต์ กูร์ตัวส์เป็นเพียงตัวสำรองเท่านั้น ซึ่งถือว่าผิดความคาดหมายไปพอสมควรทีเดียว ที่ตอนแรกพวกเขาดึงนายด่านร่างโย่งมาร่วมทีมก็น่าจะได้เป็นมือ 1 ของถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวในฤดูกาลนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อน ซึ่งสถานการณ์คล้ายกับแบรนด์ เลโน่ นายประตูชาวเยอรมันของอาร์เซน่อลมากทีเดียว ที่ถูกซื้อมาด้วยค่าตัวที่สูง แต่กลับต้องนั่งเป็นตัวสำรองไปก่อนเช่นกัน

ซึ่งสื่อหลายๆ สำนักในสเปนต่างมองว่าจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปนอาจจะยังไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตำแหน่งมือ 1 ของทีมในตอนนี้ เนื่องจากน่าจะมีนักเตะซีเนียร์ของทีมเรอัล มาดริดหลายๆ คนยังให้การสนับสนุนอดีตนายด่านของเลบานเต้ให้ทำหน้าที่ต่อไปอยู่ เพราะถือว่าร่วมหัวจมท้ายมากว่า 4 ปีแล้ว หลังจากนาบาสโด่งดังในศึกฟุตบอลโลก 2014 กับทีมชาติคอสตาริก้า และย้ายมาร่วมทีมเรอัล มาดริดหลังจบทัวร์นาเม้นต์นั้น และอีกอย่างก็คือเคย์ลอร์ นาบาส ยังไม่ได้มีข้อผิดพลาดเลยด้วยซ้ำตั้งแต่ยืนเฝ้าเสาให้กับทางเรอัล มาดริดมา การที่กุนซือคนใหม่ที่เข้ามาจะมาเปลี่ยนมือ 1 ของทีมคงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมนักสำหรับเขา ถึงแม้ดูเหมือนว่าฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดจะอยากเปลี่ยนมือ 1 ของทีมมานานแล้วก็ตาม

0 Words

คนดูหาย

  เริ่มประสบปัญหาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเลยทีเดียวสำหรับเรอัล มาดริดภายใต้กุนซือใหม่ที่ชื่อจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปน และเอฟซี ปอร์โต้ที่เข้ามารับงานต่อจากซีเนอดี ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสที่ทำความสำเร็จให้กับสโมสรอย่างมากมายในช่วง 2 ปีครึ่งที่เขากุมบังเหียนในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของสาวก “มาดริดติสต้า” ด้วยว่ากุนซือวัย 51 ปีจะเข้ามาทำให้ทีม “ราชันย์ชุดขาว” ประสบความสำเร็จได้อย่างยุคที่ซีดานคุมทีมหรือไม่ โดยนัดแรกของศึกลา ลีก้าสเปนที่พวกเขาทำศึกดาร์บี้ แมตช์ของกรุงมาดริดพบกับเกตาเฟ่ ทีมเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองมาดริดเช่นกัน แต่ว่ามีแฟนบอลยอมจ่ายเงินเข้ามาชมเกมในนัดนี้ไม่ถึง 50,000 คนด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าน้อยมากที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว เนื่องจากสนามซานติอาโก้ เบอร์นาเบวสามารถจุคนดูได้ประมาณ 80,000 ด้วยซ้ำ แต่แฟนบอลกับเข้ามาชมเกมในสนามแค่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมากมายว่าทำไมแฟนบอลถึงหายไปมากถึงเพียงนี้

นอกจากที่เรอัล มาดริดจะมีการเปลี่ยนตัวกุนซือใหม่จากซีเนอดี ซีดานมาเป็นจูเลน โลเปเตกีแล้ว พวกเขายังต้องเสียนักตะคนสำคัญที่สุดของทีมอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ออกจากทีมไปด้วย แต่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของเรอัล มาดริดกลับไม่หานักเตะรายใหม่เข้ามาเสริมทีม ซึ่งถือว่าผิดวัศัยในการทำทีมของเขาเป็นอย่างมาก ที่จากแต่ก่อนเคยจะซื้อแต่นักเตะดาวดังระดับโลกเท่านั้น แต่ซัมเมอร์ที่ผ่านมาพวกเขากลับเสริมแต่นักเตะดาวรุ่งเข้ามาเพื่อเป็นอนาคตของทีม โดยมีนักเตะที่น่าจะมีชื่อเสียงที่สุดที่ทีมซื้อเข้ามาก็คือธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยมจากเชลซี ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่ทางเรอัล มาดริดต้องการเลยด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาก็ยังมีเคย์ลอร์ นาบาสอยู่แล้วทั้งคน แต่กลับไม่มีนักเตะระดับซุเปอร์สตาร์เข้ามาแทนที่ในช่วงซัมเมอร์นี้เลย ถึงแม้ว่าจะมีข่าวกับเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมของเชลซีอย่างหนัก หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกก็ตาม แต่ว่าพวกเขาดูเหมือนว่าไม่ได้จริงจังอะไรมาก ทำให้ไม่ได้ดาวดังเข้ามาร่วมทีม และทำให้แฟนบอลเรอัล มาดริดเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับทีมในตอนนี้ และการไม่เข้าสนามในนัดเปิดฤดูกาล อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงของแฟนบอลก็เป็นได้

 

1 Words