by

ครั้งแรกที่ขาดบัลลง ดอร์

    จากการที่สโมสรเรอัล มาดริด โดยฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรตัดสินใจขายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสออกจากทีม โดยได้ค่าตัวมาเพียง 120 ล้านยูโร แต่ทำให้พวกเขาต้องเสียดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร และดาวซัลโวตลอดกาลของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว พวกเขายังเสียสถิติที่ทีม “ราชันย์ชุดขาว” จะไม่มีนักเตะบัลลง ดอร์ค้าแข้งอยู่กับทีมด้วยในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว ซึ่งครั้งหลังสุดที่พวกเขาไม่มีนักเตะบัลลง ดอร์อยู่ในทีมต้องย้อนไปถึงฤดูกาล 1999-2000 เลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นพวกเขามีนักเตะที่คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ หรือรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำปีอยู่กับทีมตลอด

ตั้งแต่ฤดูกาล 2000-2005 เรอัล มาดริดมีหลุยส์ ฟิโก้ ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสที่ได้รางวัลบัลลง ดอร์เมื่อปี 2000 อยู่กับทีมตลอด โดยในช่วงฤดูกาล 2004-2005 พวกเขายังมีไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าทีมชาติอังกฤษที่ได้รางวัลตอนปี 2001 มาร่วมทีมอีกคน นอกจากนั้นพวกเขายังมีซีเนอดีน ซีดาน เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติฝรั่งเศสที่ได้รางวัลในปี 1998 อยู่ในทีมช่วง 2001-2006 และมีโรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิลอยู่ตั้งแต่ 2002-2007 ซึ่งดาวยิงร่างอ้วนคว้าบัลลง ดอร์ได้ 2 ครังในปี 1997 และ 2002 และต่อด้วยฟาบิโอ คันนาวาโร่ ปราการหลังทีมชาติอิตาลีที่ได้รางวัลบัลลง ดอร์ตอนคว้าแชมป์โลกกับอิตาลีในปี 2006 และริคาร์โด้ กาก้า เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติบราซิลที่ได้ในปี 2007 และย้ายมาอยู่กับเรอัล มาดริดในปี 2009 และคนสุดท้ายล่าสุดก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเองที่ย้ายมาปีเดียวกับกาก้า และอยู่โยงในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวถึง 9 ฤดูกาล และกวาดรางวัลบัลลง ดอร์ไปได้ถึง 5 สมัย ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์เท่ากับลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่าของบาร์เซโลน่านั่นเอง

สถิติการมีนักเตะบัลลง ดอร์อยู่ในทีมของเรอัล มาดริดอาจจะยังดำเนินต่อไปได้ หากในช่วงปลายปีนี้ที่จะมีการประกาศรางวัล แล้วรางวัลตกเป็นของลูก้า โมดริช เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโครเอเชีย หรือว่าจะเป็นราฟาเอล วาราน ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่คว้าแชมป์โลกมาแล้ว รวมถึงคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับเรอัล มาดริดได้ด้วย ทำให้มีโอกาสได้รางวัลมากทีเดียว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้โดดเด่นมากก็ตาม ซึ่งก่อนหน้านี้มีนักเตตำแหน่งกองหลังได้รางวัลอันทรงเกียรตินี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยรายล่าสุดก็เป็นฟาบิโอ คันนาวาโร่ที่พาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์โลกได้