by

สิ่งที่ขาดหาย

    ได้คุมทีมอย่างเป็นทางการไปแล้ว 2 นัดสำหรับจูเลน โลเปเตกี กุนซือคนใหม่ที่เข้ามารับงานคุมทีมเรอัล มาดริดในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการทำทีมของอดีตกุนซือทีมชาติสเปนจะยังคงเป็นทรงเดิมที่ทำทีมเกมรุก และครองบอลบุกตลอด เหมือนอย่างช่วงที่เขาคุมทีมชาติสเปนตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั่นเอง ซึ่งก็คือการต่อบอลกันไปมาเป็นหลัก แล้วค่อยหาโอกาสในการทำประตู ซึ่งจะแตกต่างจากในยุคของกุนซือคนเก่าอย่างซีเนอดีน ซีดานเล็กน้อย แต่ในด้านคุณภาพของการทำประตู และความสำเร็จของทีมคงยังบอกอะไรได้ไม่มากนัก เรื่องจากพึ่งเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เห็นจาก 2 นัดอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะรวมถึงในช่วงพรีซีซั่นด้วยก็ได้ ก็คือการที่พวกเขายังขาดนักเตะที่ช่ำชองในการทำประตูนั่นเอง ซึ่งในส่วนนี้มันเคยเป็นหน้าที่ของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงที่ทำประตูได้มากที่สุดของสโมสร และรับหน้าที่ในการสังหารประตูให้ทีมเป็นหลักตลอด 9 ปีที่ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสค้าแข้งอยู่ในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ซึ่งจูเลน โลเปเตกี กุนซือวัย 51 ปีพยายาผลักดันให้ทางแกเร็ธ เบล และมาร์โก อเซนซิโอ สอดเข้าไปหาจังหวะในเขตโทษมากขึ้น เพื่อช่วยคาริม เบนเซ่ม่า กองหน้าชาวฝรั่งเศสที่ขาดสัญชาตยานในการทำประตูไปแล้ว โดยหวังจะแบ่งเบาภาระในการทำประตูแบบถัวเฉลี่ยกัน และไม่ต้องการให้มีใครคนใดคนหนึ่งรับหน้าที่ในการทำประตูอยู่คนเดียวเหมือนอย่างยุคก่อนๆ ซึ่งวิธีการเล่นแบบนี้ของเรอัล มาดริดเป็นการถอดแบบมาจากตอนที่เขาคุมทีมชาติสเปนมาเลยก็ว่าได้ และนักเตะที่เขาเลือกใช้งานก็เป็นเด็กในเครือที่เขาเคยเรียกติดทีมชาติสเปนแทบทั้งนั้น ทั้งมาร์โก อเซนซิโอ ลูคัส บาสเกวซ ดานี่ เซบาญอส เป็นต้น

สิ่งที่ขาดหายไปของเรอัล มาดริดชุดนี้ก็คือจอมถล่มประตูนั่นเอง ซึ่งพวกเขารู้อยู่แล้วด้วยว่าขาดนักเตะที่กระหายในการทำประตู แต่ว่าพวกเขาเลือกที่จะไม่ซื้อนักเตะเข้ามาเพิ่มในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งต้องดูว่าพวกเขาจะไปได้ไกลเพียงไหนกับนักเตะดาวรุ่งชุดนี้ของพวกเขา แต่ที่แน่ๆ คือแฟนบอลไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายการทำทีมแบบนี้ของทางเรอัล มาดริดแล้ว ซึ่งบอกได้จากยอดคนดูที่หายไปเกือบครึ่งในนัดแรกของฤดูกาล หลังจากที่ขาดนักเตะซุเปอร์สตาร์ภายในทีม